บทที่ 3 ตอนที่ 2 นี่จึงเรียกว่าร้าย

ตอนที่ 2 นี่จึงเรียกว่าร้าย

ภายในวังหลวงยังคงคึกคักจากงานเลี้ยง เสียงดนตรีและเสียงหัวเราะหลอมรวมเป็นบรรยากาศแห่งความรื่นเริง

แต่ภายนอก เสียงฝีเท้าทหารหนักแน่นดังสะท้อนหินถนน กองกำลังจำนวนมากถูกส่งมาล้อมจวนตระกูลเซี่ย ราวกับเกรงว่าผู้ใดจะหลบหนี ทั้งที่ยังไม่มีผู้ใดถูกตัดสินผิด

“ท่านแม่ทัพเซี่ย ข้ามาเชิญท่านไปยังศาลต้าหลี่” เสียงประกาศดังชัดหน้าประตูจวน ทหารองค์รักษ์ยืนเรียงแถว หอกในมือขวางเป็นกำแพงเงียบงัน ไม่นาน ประตูจวนก็เปิดออก

“เหตุใดต้องเอิกเกริกถึงเพียงนี้” เสียงทุ้มหนักเอ่ยขึ้นอย่างสงบ

“มาเพียงไม่กี่คน ข้าก็ยินดีไป ไม่จำเป็นต้องขนมาทั้งกองทัพ” แม่ทัพเซี่ยยืนตัวตรง สีหน้าไม่เปลี่ยน

“ข้ายึดมั่นในความซื่อสัตย์มาตลอดชีวิต ไม่เกรงกลัวการถูกใส่ร้าย” ทุกถ้อยคำ ล้วนเปล่งออกไปเพื่อให้ผู้คนที่มุงดูอยู่รอบนอกได้ยินอย่างถ้วนทั่ว

“เช่นนั้นก็เชิญท่านไปกับข้า” ทหารองค์รักษ์กล่าวรับ ไม่แสดงความเห็นใดอีก หานกั๋วซินก้าวออกมาอย่างร้อนใจ คิดจะเอ่ยห้าม

แต่แม่ทัพเซี่ยยกมือขึ้นเสียก่อน

“ข้าไม่ผิด ก็ไม่จำเป็นต้องกลัวสิ่งใด” เขาหันไปมองผู้ใต้บังคับบัญชา

“ฝากเจ้าดูแลจวนแทนข้า แจ้งข่าวให้คุณหนูใหญ่รู้ก็พอ” กล่าวจบ เขาก้าวออกไปอย่างองอาจ

แม้ไม่ถูกผูกตรวน แต่การถูกควบคุมตัวออกจากจวนของตนเอง ก็เพียงพอจะทิ้งรอยอัปยศไว้ในใจ

ในปะรำพิธี งานเลี้ยงสิ้นสุดลงแล้ว ฮองเฮาเสด็จกลับตำหนัก เหล่าคุณหนูสูงศักดิ์ต่างเตรียมแยกย้าย บ้างยังอ้อยอิ่งสนทนา

“ว้าย!”

เสียงกรีดร้องแหลมสูงฉีกบรรยากาศอันผ่อนคลาย ถ้วยกระเบื้องร่วงกระทบพื้น แตกกระจายอย่างไม่เป็นจังหวะราวกับมีผู้ตั้งใจทำลายความสงบให้พังทลายทุกสายตาหันไปยังจุดเดียวกัน

เซี่ยหลัวเยี่ยน “ใช่…อีกแล้ว”

“คุณหนูใหญ่! นางทำอีกแล้ว!” เสียงตะโกนดังขึ้นด้วยความตื่นตระหนกน้ำเสียงหวาดกลัว ราวกับอสูรร้ายเพิ่งอาละวาดกลางห้อง

ทั้งที่ความจริง

เซี่ยหลัวเยี่ยนเพียงเดินผ่านหน้าหลิวอวี้เหวินไปจนเกือบพ้นแล้วเท่านั้นหญิงสาวในชุดขาวล้มลงกับพื้น

ดวงตาแดงก่ำ น้ำตาไหลอาบแก้ม ริมฝีปากถูกกัดแน่น พยายามกลั้นสะอื้น แต่ยิ่งข่ม ก็ยิ่งดูอ่อนแอ ราวดอกไม้ขาวที่ถูกเหยียบย่ำกลางโคลนตม แน่นอน

นางคือ “นางเอก” ของเรื่องนี้ และ เซี่ยหลัวเยี่ยน คือ “คุณหนูใหญ่จอมร้าย” ผู้ซึ่งแม้ยืนเฉย ๆ ก็กลายเป็นความผิด

“ข้า…ข้าไม่ได้ตั้งใจจะขวางทางท่านพี่…” เสียงนั้นสั่นไหว อ่อนโยน ราวจะปลิวหายไปกับลมหายใจถัดไป

ห้องทั้งห้องเงียบงัน ทุกคนกำลังรอ รอให้นางโกรธ รอฉากตบหน้า รอให้ชื่อเสียงที่ร่ำลือ ได้รับการยืนยันอีกครั้ง

เซี่ยหลัวเยี่ยนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ

“ข้าจะตั้งใจทำเจ้า หรือไม่” นางเอ่ยช้า ๆ น้ำเสียงเรียบเย็น

“มันต่างกันตรงไหน ในเมื่อสุดท้าย…คนที่ถูกตราหน้าว่าร้าย ก็เป็นข้าอยู่ดี”

เพียงเท่านั้นเสียงซุบซิบก็ปะทุขึ้นอีกครั้ง นางไม่สำนึก นางสมกับเป็นคุณหนูใหญ่ นางใจร้ายมาตั้งแต่เด็ก ทุกเสียงเหล่านั้น นางได้ยินชัดเจน

เพราะนางเอง…ก็เพิ่งตระหนักไม่นานมานี้ว่า  ที่นี่ ไม่ใช่โลกเดิมของนาง  ชาติที่แล้ว เซี่ยหลัวเยี่ยนไม่ได้ตายอย่างยิ่งใหญ่

ไม่ได้เสียสละและไม่มีผู้ใดหลั่งน้ำตาอาลัย นางเพียงถูกยิง  กระสุนพุ่งฝ่าความโกลาหล เสียงปืนดังเพียงครั้งเดียว ร่างบางก็ทรุดลง ก่อนจะทันรู้ด้วยซ้ำว่า ใคร เป็นคนผลักให้นางอยู่ผิดที่ผิดเวลา ความคิดสุดท้ายที่ผุดขึ้นมาในห้วงสติที่เลือนรางนั้น ช่างน่าขันยิ่งนัก หากมีโอกาสอีกครั้ง นางเลือกที่จะไม่เป็นคนดี หลังจากตื่นขึ้นมา ในร่างเด็กหญิงวัยสิบขวบ ภายใต้จวนแม่ทัพใหญ่ พร้อมชื่อเสียงอื้อฉาวที่มาก่อนความทรงจำเสียอีก “คุณหนูใหญ่” คือตัวตนในชาตินี้ของนาง ที่มาพร้อมกับเสียงร่ำลือเอาแต่ใจ  ริษยา  ร้ายกาจ  และโลกใบนี้ก็ปฏิบัติกับนางเช่นนั้น กริ่งเกรงในอำนาจของบิดา หวาดกลัวนาง เกลียดชังนาง  ดังนั้น จึงทำให้นางตัดสินใจได้ง่ายมากที่จะเป็น “นางร้าย”

หญิงสาวในชุดขาวยังคงคุกเข่าอยู่กับพื้น นางเงยหน้าขึ้นมองร่างระหงส์ที่ยังยืนตรงสง่า ไม่แม้แต่จะเหลือบแลนาง ดวงตาใสซื่อ เต็มไปด้วยความคาดหวังราวกับรอความเมตตา  คุณหนูบ้านรอง ช่างน่าสงสารเสียจริง นี่คือภาพจำที่ทุกคนเห็นชัดเจน

“ลุกขึ้นเถิด” เซี่ยหลัวเยี่ยนกล่าว แกมสมเพช  ทั้งห้องตกตะลึง แม้แต่นางเองก็ยังชะงัก

“ข้าไม่ชอบให้ผู้ใดคุกเข่าต่อหน้าข้าในที่สาธารณะ” นางกล่าวต่ออย่างสงบ 

“มันทำให้ข้าดูโหดร้าย…เกินกว่าความเป็นจริง”

เสียงซุบซิบดังขึ้นกว่าเดิม สายตานับสิบจับจ้องมาอย่างระแวง และไม่อยากเชื่อ 

หลิวอวี้เหวินลุกขึ้นอย่างลังเล ก่อนจะก้มศีรษะต่ำ “ขอบคุณท่านพี่…”

เซี่ยหลัวเยี่ยนเหยียดยิ้ม นั่นยิ่งทำให้หลิวอวี้เหวินรู้สึกหนาวเย็นโดยไม่อาจอธิบาย

“อย่าได้ขอบคุณข้า” นางเอ่ยกระซิบเสียงเบาพอให้ได้ยินเพียงสองคน 

“จงจำไว้ให้ดี…ความเมตตา ไม่เคยได้มาฟรี”  หลิวอวี้เหวินชะงักงัน ดวงตาสั่นไหว  กล่าวจบเซี่ยหลัวเยี่ยน เดินออกจากงานเลี้ยง ทิ้งความโกลาหลไว้เบื้องหลังโดยไม่หันกลับไปมอง เพราะรู้ดีว่า นี่เป็นเพียงฉากเปิดเรื่องเท่านั้น ในโลกที่คนดีมักอ่อนแอ และคนอ่อนแอ…มักตายก่อน

นางเลือกที่จะทำตามปณิธานที่ตั้งไว้  คือ “ร้าย ให้ถึงที่สุด”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป